The Debate

สูตร บา คา ร่า ฟรี sa gaming 2019: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

sbobetsh enterprise,ด้านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงสู่ระดับ CCC- จากระดับ CCC และยังคงให้แนวโน้มเป็นลบ พร้อมระบุว่า ความเป็นไปได้ที่กรีซจะต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนั้น มีอยู่ถึง 50%,ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 123.85 เยน จาก 123.61 เยน และทรงตัวเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9364 ฟรังก์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7652 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7741 ดอลลาร์แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า นักลงทุนคงจะยังอยู่ในโหมดของ Wait See ซึ่งถ้าเรื่องของกรีซยังไม่ได้มีอะไรออกมา ตลาดคงจะยังปรับตัวขึ้นได้ยาก เพราะทุกคนกลัว Downside ไม่รู้ว่า impact จะแรงแค่ไหน พร้อมให้แนวรับ 1,508 จุด ส่วนแนวต้าน 1,520 ถัดไป 1,524-1,525 จุด FPI ยอดการผลิตรถยนต์ชะลอตัว แต่ฟอร์จูนพาร์ทไม่มีผลกระทบอะไรให้ตกใจ เพราะบริษัทผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์รุ่นที่ผ่านๆมากว่า 1 หมื่นรายการ ซึ่งมักจะใช้ในรถยนต์รุ่นที่ออกไปแล้ว หรือเรียกง่ายๆ ว่าอะไหล่นั่นแหละ รถยังไงก็ต้องมีชน มีซ่อม ดังนั้น ยอดขายอะไหล่จึงเติบโตแรงไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ไม่ใช่ว่าธุรกิจซบแล้วรถจะไม่ชนซะเมื่อไหรล่ะ ที่สำคัญคือการไปเปิดโรงงานเอกวาดอร์ และประเทศอื่นๆ แถบอเมริกาเหนือนั้น บริษัท confirm ว่ายอดขายจะโตกระฉูดเป็นเท่าตัว เนื่องจากชิ้นส่วนของบริษัทที่ผลิตได้ มีมาตรฐานสูง และได้รับสิทธิ์การผลิตให้เป็นชิ้นส่วนทดแทนจากค่ายรถยนต์จำนวนมาก และที่ต้องคอยดูเป็นพิเศษคือการเพิ่มรายได้จากธุรกิจพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มว่าบริษัทจะร่วมธุรกิจด้านพลังงานชีวะมวล ขนาด 10-20 MW เพื่อเป็นการเติบโตของรายได้ในระยะยาวต่อไป มิน่าละราคาหุ้นถึงไม่ยอมลงไปไหนเลย แข็งแรงกว่าตลาดแบบผิดปกติ ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดเช้าร่วงลงอย่างรุนแรง โดยดัชนีฮั่งเส็งร่วง 404.79 จุด หรือ 1.49% ปิดภาคเช้าที่ 26,740.96 จุดหลังการประชุมระหว่างกรีซและรมว.คลังยูโรโซนซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวานนั้น ที่ประชุมยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ และทั้ง 2 ฝ่ายจะจัดการประชุมอีกครั้งในวันเสาร์นี้ CHG แข็งสวนตลาด แถมตลอดทั้งวันแถบจะไม่มีจังหวะการอ่อนตัวให้เห็น แถมล่าสุดเกิดจังหวะ Breakout ผ่านแนวต้าน Bullish Flag ที่ 1.80 บาท ขึ้นมาได้ จนทำแท่งเทียน Big White Body พร้อมด้วย Volume ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยฯ สัญญาณบวกต่างๆที่เกิดขึ้น มันเหมือนตามตำราที่เคยอ่านมาเป๊ะๆ ทำให้เชื่อว่าราคาน่าจะไปต่อในระยะถัดไปมีสูงขณะที่กรีซสร้างความกังวลไปทั้งโลกด้วยการประกาศปิดทำการธนาคารพาณิชย์จนถึงวันที่ 6 ก.ค.ซึ่งเป็นช่วง 1 วันหลังจากทีมีการจัดทำประชามติตามแผนในวันที่ 5 ก.ค.ว่าด้วยข้อเสนอในการรับเงินช่วยเหลือ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลง โดยตลาดหุ้นบ้านเรามีแรงขายออกมาในหุ้นขนาดใหญ่นำ โดยกลุ่มสื่อสาร พลังงาน และวัสดุก่อสร้างขณะที่ ภาครัฐยืนกรานตามเดิม และหากล่าช้าจะเปลี่ยนไปเจรจาหาผู้เดินรถโดยตรงเอง) ซึ่งเชื่อว่า การเข้าเจรจาหารือของผู้นำสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย น่าจะมีความคืบหน้า หรืออย่างน้อยได้มีการพูดคุยในปัญหาอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมาของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้ เส้นทางดังกล่าวทั้ง 2 สาย นั้นอยู่ในสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่คาด BTS จะได้เป็นผู้บริหารการเดินรถ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นบริษัทได้ทดลองออกอากาศแล้วตั้งแต่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมาปรากฎว่ากลุ่มรายการเพลงยอดนิยมในความทรงจำ มีกระแสตอบรับดีเกินคาด โดยช่วงเช้าและช่วงกลางวันตลอดวันถือว่าเป็นไพร์มไทม์ของสถานีที่มีผู้ชมจำนวนมากหมวดหมู่ข่าวสารและสาระ (กรณี บมจ.โซลูชั่นคอนเนอร์ (1998) หรือ SLC ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG อันอาจส่งผลให้เกิดการครอบงำกิจการ"เป้าหมาย : 1.95" ,คำค้นNMGก.ล.ต. บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320BKD(BUY:[email protected]) : ได้รับงานใหม่เพิ่ม 2 โครงการ มูลค่า 848 ลบ. หนุน Backlog เพิ่มเป็น 3,448 ลบ. ส่งผลให้แนวโน้มกำไรสดใส โดยคาดปี 58 กำไรโต 71%YoY + ปัจจุบันยังมี Upside 19.2% จึงคงแนะนำ ซื้อ เริ่มเห็นการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงอีก โดยล่าสุดที่ Forward P/E 15x ตลาดจะอยู่ที่ระดับ 1477 จุดเทียบกับสัปดาห์ที่แล้วที่ 1485 จุดแนวรับ 1495* แนวต้าน 1505-1507*แนวรับ 18.70-18.90 บาทGFQ15/19,090 Long ตอนเช้ายังไม่ได้ รอเปิดอีกครั้งที่ 19,030 บาท เป้าหมายทำกำไร 19,180 บาท ตัดขาดทุนหากหลุด 18,960 บาทฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้น VIBHA ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 1.50-1.54 บาท แนวต้าน 1.61-1.65 // 1.79 บาท、 หุ้นไนกี้พุ่งนำ ดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ปรับขึ้น ขณะตลาดจับตาเจรจาหนี้กรีซเนื่องจากสำนักงานก.ล.ต.ให้บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ จำกัด (มหาชน) (AI) และบริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) (AIE) นำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้วภายในวันที่ 27 พฤษภาคม2558 ซึ่ง AI และ AIE ยังไม่สามารถนำส่งภายในเวลาที่กำหนด และตลาดหลักทรัพย์ให้เวลาบริษัทในการนำส่งอีก 30 วันนั้นStock แนวรับ/แนวต้าน ปัจจัยลงทุนนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าลงทุนขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ LOWSON 108 ภายใน 3 ปีทั้งสิ้นจำนวน 1,000 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ 40 สาขา และคาดว่าสิ้นปี 58 จะมีสาขาอยู่ที่ 60 สาขา โดยมองว่าการเติบโตของร้านสะดวกซื้อมีการขยายตัวได้ดีขึ้น จึงทำให้ปีนี้น่าจะเห็นรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการปรับปรุงรูปแบบสาขา。

ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อยควรจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการกระทำโดยใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องนั้นนำตลาดทุนสู่สากล เห็นว่าการปกป้องสิทธินักลงทุน ไม่มีผลปฏิบัติจริง การนำตลาดทุนสู่สากล ก็ไม่ปรากฏว่า สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ เนื่องจากนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ ต่างขาดความมั่นใจใน governance ของบริษัทจดทะเบียนEnergy: เคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มของหุ้นในกลุ่มพลังงานยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 210002.3 ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นว่างบการเงินไม่ถูกต้องหมายเหตุ ปัจจุบัน AI และ AIE ยังไม่ได้นำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2558 ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดอ่อนตัว จับตาสถานการณ์หนี้กรีซ ภาครวมตลาดภาคเช้า: ดัชนีหุ้นเช้านี้ไทยผันผวนแดนบวก ปิดบวกที่ 1,521.15(+1.68) กรอบ 1,517-1,525 สามารถยืนแนวรับ 1,518 แนวต้านต่อไป 1,536 มีแรงกดดันจากต่างประเทศหลังการประชุมวานนี้ระหว่างกรีซและรมว.คลังยูโรโซนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ มีคาวมเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็น แต่จะจัดการเจรจาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ หุ้นที่ดึงดัชนีขึ้นคือ AOT KBANK ADVANC CPALL IRPC TASCO STEC CK และกลุ่มที่ฉุดดัชนีลงคือ PTTEP PTT PTTGV TOP TUF BBL JAS PTG กลุ่มพลังงานปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและปริมาณน้ำมันคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่ม ฝ่ายวิเคราะห์ ASL แนะนำเก็งกำไรระยะสั้น หลังปริมาณการซื้อขาย 2 วันที่ผ่านมามากกว่า 4 หมื่นล้านเป็นสัญญาณบวกแสดงความมั่นใจและการเล่นรอบในประเด็นการทำราคาปิดรอบบัญชี (Window Dressing) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นขนาดใหญ่ แม้มีปัจจัยลบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ดีขึ้น เป็นผลจากปัญหาภัยแล้งที่ค่อนข้างรุนแรง จึงกระทบกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของประเทศไทยด้วย จึงฝากความหวังไว้กับการเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐว่าจะสามารถขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจครึ่งปีหลังแนวโน้มภาคบ่าย: เสี่ยงลงต่ออย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณางบไตรมาส 2/58 ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีเซอร์ไพร์สเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้น คาดว่าจะจ่ายในอัตราสูงกว่านโยบายของบริษัทที่กำหนดจ่าย 40% ของกำไรสุทธิแน่นอนCPF (BUY:Consensus [email protected]) : ตั้งแต่ช่วง 2Q58 กำไรมีแนวโน้มดีขึ้นและพร้อมโตเด่นในช่วง 2H58 จากเข้าสู่ High Season บวกกับ ราคาหมูและไก่ปรับตัวดีขึ้นสวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง อีกทั้งจะรับรู้ขาดทุนลดลงในธุรกิจกุ้ง นอกจากนี้ยังขยายตลาดส่งออกไก่ไปเกาหลีใต้กระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง รวมทั้งได้อานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อน โดยปี 58-59 คาดกำไรโตเฉลี่ย 7.8%YoY + ปัจจุบันมี Upside 20% จึงแนะนำซื้อ,ส่วนนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) HPT เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเข้าลงทุนในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากบริษัทจะมีเงินระดมทุนนำไปเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มศักภาพของการเติบโตทั้งรายได้และกำไร นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร คาดว่า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการคงภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย.58 นี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในต้นเดือนก.ค. เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังขยายตัวได้ไม่ดีนัก Most Positive Impact: DELTA (+0.23 จุด)/ TCAP (+0.07 จุด)/ TUF (+0.05 จุด), นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซิปราสของกรีซ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ประนีประนอมกันเพื่อคลี่คลายวิกฤตหนี้สินของกรีซ แม้ว่าการหารือระหว่างกรีซกับบรรดาเจ้าหนี้ได้ยืดเยื้อออกไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัวลงในการซื้อขายช่วงบ่ายวันนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเจรจารอบสุดท้ายระหว่างกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นจีนร่วงลงอย่างหนักในการซื้อขายภาคเช้าจากปัจจัยลบของการเปิดขายหุ้นไอพีโอล็อตใหม่ในตลาดส่วนลักษณะโครงการลงทุนในกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารโรงงานจำนวน 88 โรง ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ผู้จัดการกองทรัสต์ บริษัทอมตะ ซัมมิท รีทส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ทรัสตี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด โดยเสนอขาย IPO วันที่ 4- 12 มิถุนายน 2558ทั้งนี้รัฐมนตรีคลังยูโรโซนจะประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันเสาร์นี้ ภายหลังจากที่การประชุมสุดยอดเมื่อวันพฤหัสบดัที่ผ่านมาคว้าน้ำเหลว ในขณะที่กรีซต้องชำระหนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศในวันที่ 30 มิ.ย.BRN15/2,088 Short ตอนเช้ายังไม่ได้ รอเปิดอีกครั้งที่ 2,100 บาท เป้าหมายทำกำไร 2,075 บาท ตัดขาดทุนเหนือ 2,115 บาท,อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณางบไตรมาส 2/58 ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีเซอร์ไพร์สเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้น คาดว่าจะจ่ายในอัตราสูงกว่านโยบายของบริษัทที่กำหนดจ่าย 40% ของกำไรสุทธิแน่นอน ,รัฐบาลกรีซตัดสินใจประกาศใช้มาตรการควบคุมเงินทุน และปิดธนาคารพาณิชย์จนถึงวันที่ 6 ก.ค. และจะมีการทำประชามติในวันที่ 5 ก.ค. เพื่อเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนในการตัดสินใจว่า กรีซควรจะเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้ หรือใช้มาตรการรัดเข็มขัดดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดเช้าดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยดัชนีฮั่งเส็งร่วงลง 714.57 จุด หรือ 2.68% ปิดภาคเช้าที่ 25,949.30 จุด หลังจากที่ประชุมยูโรกรุ๊ปได้ปฏิเสธที่จะขยายความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซ ที่จะสิ้นสุดลงในวันอังคารนี้ ก่อให้เกิดความวิตกว่ากรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้ 1.6 พันล้านยูโรแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)BWG/1.71 ร่วงตามตลาดแต่ดีดตัวกลับเมื่อถึงแนวรับ EMA-200 ขณะที่ Modi. Sto. ส่งสัญญาณซื้ออยู่ในเขต Oversold เก็งกำไร แนวรับ 1.69 แนวต้าน 1.77 cut loss 1.67 บ.。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.